สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย Thai Tapioca Starch Association
Language: TH ENG Member Directory | Member Login | Links | Site Map
Article (Research & Development)
การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศน์
อุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลัง

วันที่: กุมภาพันธ์ 2550

บทคัดย่อ

กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินงานโครงการการพัฒนาและจัดทำระบบสารสนเทศ (Management Infomration System: MIS) เพื่อการป้องกันและควบคุมมลพิษ จากโรงงานอุตสาหกรรม โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การความร่วมมือไทยเยอรมัน (GTZ) โดยมี วัตถุประสงค์หลักเพื่อประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศในการพัฒนาประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศน์ (Eco-efficiency) ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและย่อม ซึ่งได้คัดเลือกอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังเป็นอุตสาหกรรมนำร่อง ในการดำเนินการได้ทำการสำรวจความต้องการและการประเมินศักยภาพการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศ สำรวจกระบวนการผลิตที่เป็นแบบมาตรฐาน และแผนผังสมดุลมวลสาร (Material Balance) ของการผลิตแป้งมันสำปะหลัง แล้วนำไปออกแบบโปรแกรมการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล (Data Management System: DMS) ตลอดจนการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจทางด้านการบริหาร นอกจากนั้นกรมโรงงานอุตสาหกรรมยังได้พัฒนาโปรแกรมการวิเคราะห์กระบวนการผลิต (Material Flow Analysis: MFA) ขึ้น เพื่อให้ผู้บริหารมีเครื่องมือที่ช่วยในการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศน์และส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลังต่อไป

คำสำคัญ: ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS) การพัฒนาประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศน์ (Eco- efficiency) ดัชนีชี้วัดที่สำคัญ (Key Performance Indicator: KPI) โปรแกรมการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล (DMS) โปรแกรมการวิเคราะห์กระบวนการผลิต (MFA)

1. บทนำ

อุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลังเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในปัจจุบันมีพื้นที่การเพาะปลูกมันสำปะหลังประมาณ 6.52 ล้านไร่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะในจังหวัด นครราชสีมา ชัยภูมิ และกาฬสินธุ์ มีผลผลิตต่อไร่ระหว่าง 2,265 - 3,244 กก. คิดเป็นการผลิต 16.94 ล้านตัน และคิดเป็นมูลค่าประมาณ 22,189 ล้านบาท ในปี 2548

อุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลังในประเทศไทย1 สามารถจำแนกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
   ก) อุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลังสำเร็จรูป (Native Starch Industry)
   ข) อุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลังแปรรูป (Modified Starch Industry)
   ค) อุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากแป้งมันสำปะหลัง (Starch Derivatives Industry)

จากข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่าประเทศไทยมีโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังสำเร็จรูปจำนวนทั้งสิ้น 85 โรงงาน โดยโรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 46)รองลงมาได้แก่ ภาคตะวันออก (ร้อยละ 33) ภาคกลาง (ร้อยละ 14) และภาคเหนือ (ร้อยละ 7) ตามลำดับ (รูปที่ 1) สำหรับบริเวณที่มีการตั้งโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังนั้นมีการกระจายตัวใกล้กับบริเวณที่มีการเพาะปลูกมันสำปะหลัง ดังแสดงไว้ในรูปที่ 2


รูปที่ 1 การกระจายตัวของโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังในประเทศไทย

อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิด By-product ในปริมาณมาก2 ซึ่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นจากกระบวนการล้าง การปอกเปลือก และการสกัดแป้ง โดยทั่วไป แป้งมันสำปะหลัง 1 ตัน ก่อให้เกิดน้ำเสียประมาณ 10 – 20 ลูกบาศก์เมตร และมีภาระความสกปรกของสารอินทรีย์สูง (ปริมาณบีโอดี ประมาณ 55 - 200 กิโลกรัม ปริมาณซีโอดี ประมาณ 130 - 400 กิโลกรัม ปริมาณสารแขวนลอย ประมาณ 40 - 140 กิโลกรัม ฟอสฟอรัสทั้งหมดประมาณ 0.2 - 0.6 กิโลกรัม และไนโตรเจนทั้งหมดประมาณ 3 - 10 กิโลกรัม) นอกจากนี้ กระบวนการผลิตยังก่อให้เกิดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วในรูปของแข็ง ได้แก่ เปลือก ราก และกากมันสำปะหลัง

การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีมีความจำเป็นต่ออุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลัง ดังนั้น เพื่อสร้างความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังในการที่จะลดผลกระทบทาง สิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิต จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการประยุกต์ใช้แนวทางการจัดการด้าน สิ่งแวดล้อมร่วมกับการจัดการด้านการผลิตและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ


รูปที่ 2 ที่ตั้งโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังในประเทศไทย

ในปัจจุบันประเทศไทยจัดเป็นประเทศที่มีการส่งออกแป้งมันสำปะหลังที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นถึงสี่ล้านตันต่อปีในอนาคตอันใกล้ หลายทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค ส่งผลให้มีการแข่งขันทางธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น เพื่อที่จะคงความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังจึงจำเป็นต้องมีการประกันคุณภาพของแป้งมันสำปะหลัง รวมถึงมีราคาที่เหมาะสม และมีกำลังการผลิตที่เพียงพอ โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานราชการได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังในการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เช่น การสนับสนุนทางด้านเทคนิคและการเงินเกี่ยวกับการนำระบบก๊าซชีวภาพ และเทคโนโลยีสะอาด (การปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต) มาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม เป็นต้น

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เทคโนโลยีสารสนเทศมีความก้าวหน้ามาก การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพในเชิงเศรษฐนิเวศน์3เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพ ในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจะครอบคลุมถึงการลดต้นทุน ลดความเสี่ยงและมีการประกันความรับผิดชอบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น รวมทั้งการตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าและหน่วยงานราชการ

2. การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศน์1

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System: MIS) คือ ระบบหรือกระบวนการ ที่ใช้ในการจัดการ รวบรวม วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูล เพื่อช่วยในการตัดสินใจ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ ดังนั้น ระบบ สารสนเทศจึงเป็นกุญแจสำคัญในการใช้ประโยชน์ข้อมูลสำหรับการดำเนินธุรกิจ ระบบสารสนเทศเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินและติดตามการเปลี่ยนแปลงของสถานภาพทางธุรกิจ และใช้ในการเปรียบเทียบหรือระบุทางเลือกทางธุรกิจ เช่น การนำกิจกรรมใหม่ และการปรับปรุงกระบวนการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง เป็นต้น

องค์ประกอบพื้นฐานของระบบสารสนเทศ คือ การเก็บข้อมูลดิบจากการปฏิบัติงานของกระบวนการต่างๆ การประมวลผลและการแปลงข้อมูลดิบเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ได้ง่าย เช่น ดัชนี้ชี้วัดค่าต่างๆ และการรายงานข้อมูล รวมถึงใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านั้นในการตัดสินใจ เช่น การตรวจสอบประสิทธิภาพและการปรับปรุงกระบวนการผลิต เป็นต้น

จากแนวโน้มทางการตลาดส่งผลให้โรงงานต้องพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการ ในขณะเดียวกันสินค้าที่ผลิตได้ต้องใช้ต้นทุนต่ำ ดังนั้น การพัฒนาประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศน์ ด้วยการส่งเสริมการปรับปรุงรูปแบบผลิตภัณฑ์ การปรับปรุงการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และ การลดการเกิดของเสียและมลพิษ สามารถเพิ่มความต้องการทางด้านการตลาดไปพร้อมกับการกระตุ้นการแข่งขันทางธุรกิจ

ดังนั้น การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศจะเป็นการช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในระดับ ผู้บริหารเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศน์และเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันทางธุรกิจ ประโยชน์จากการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศ สามารถสรุปได้ดังนี้

   • อุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลังสามารถรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลและแปลงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศน์ให้เป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ
   • ฝ่ายบริหารของโรงงานสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการเปรียบเทียบภายในโรงงานและเปรียบเทียบกับโรงงานอื่นๆ (Internal or Industrial Benchmarking) และใช้ในการเปรียบเทียบทางเลือกด้านต่างๆ เช่น การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต และการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ
   • ช่วยกระตุ้นการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้จากการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้วัตถุดิบ ทรัพยากร และพลังงาน
   • ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของสินค้า ด้วยความพยายามทางด้านการตลาดและการสื่อสาร
   • ช่วยปรับปรุงการดำเนินการทางด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ใหม่ และการลดการปล่อยมลสารออกสู่สิ่งแวดล้อม

องค์ประกอบที่สำคัญของการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บุคลากร ขั้นตอนการประยุกต์ใช้ระบบ และเครื่องมือ (ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์) โดยมีบุคลากรเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเนื่องจากวัตถุประสงค์และประโยชน์ทั้งหมดของการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศจะเกิดขึ้นจากบุคลากรที่มีความเข้าใจ ซึ่งจะเป็นผู้ที่ควบคุมกระบวนการของระบบสารสนเทศ รวมไปถึงข้อมูลและเครื่องมือต่างๆ

การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศประกอบด้วยหลายขั้นตอน ได้แก่ การเตรียมการ การเก็บและรวบรวมข้อมูลดิบ การกลั่นกรองและทบทวนข้อมูลดิบ การประมวลผลข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการรายงานตลอดจนการตัดสินใจ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดหมวดหมู่ขั้นตอนเหล่านี้ โดยอาศัยความสัมพันธ์และบทบาทหน้าที่ที่กำหนดขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศ ขั้นตอนดังกล่าวจะทำให้มีการกำหนดบทบาทความรับผิดชอบเป็นไปอย่างชัดเจน รวมทั้งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกบุคลากรได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

ข้อมูลดิบที่จัดเก็บจะได้รับการประมวลผลทำให้เกิดกลุ่มข้อมูลที่มีประโยชน์ ซึ่งผู้บริหารสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจ ข้อมูลแต่ละกลุ่มนั้นจะถูกนำมาเปรียบเทียบและวิเคราะห์ เพื่อวัดประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ที่แสดงอยู่ในรูปของดัชนี้ชี้วัดที่สำคัญ (Key Performance Indicator,KPI) ซึ่งสามารถใช้ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพภายในโรงงานและภายในอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลัง โดยซอฟต์แวร์จะทำหน้าที่ในการประมวลข้อมูล ซึ่งขั้นตอนนี้จัดว่าเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญที่สุดในการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศ เนื่องจากการประมวลผลข้อมูลดิบจะทำให้เกิด ข้อมูลสำคัญขึ้นสำหรับวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ต่อไป เช่น การพิจารณาว่าประสิทธิภาพของแต่ละกระบวนการผลิตเป็นอย่างไร ข้อมูลดิบที่เก็บมานั้นจะสามารถช่วยในการพัฒนาประสิทธิภาพได้อย่างไร และกระบวนการแต่ละกระบวนการจะสามารถเริ่มต้นพัฒนาได้อย่างไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น อันเนื่องมาจากการวิเคราะห์ข้อมูลดิบ

หลังจากการประมวลผลข้อมูล กลุ่มของข้อมูลจะถูกจัดเตรียมให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเหมาะสมสำหรับการรายงานให้กับฝ่ายบริหาร หน้าที่ในการตัดสินใจเป็นความรับผิดชอบหลักของผู้บริหาร ระบบสารสนเทศเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ ขั้นตอนการตัดสินใจนี้เป็นการสรุปผลลัพธ์จากขั้นตอนอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น และเป็นขั้นตอนที่ให้คำแนะนำแก่ผู้บริหาร โดยอาศัยพื้นฐานจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ผ่านมา ขั้นตอนการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศเป็นไปตามรูปที่ 3


รูปที่ 3 แผนผังการรายงานข้อมูลทางด้านระบบสารสนเทศโดยทั่วไป

วิธีการบันทึกข้อมูลดิบตลอดจนการวิเคราะห์และรายงานข้อมูล สามารถกระทำได้ในสองวิธีได้แก่ วิธีการที่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ (Manual Method) และวิธีการที่ใช้ซอฟต์แวร์ (Software-enabled Method) โดยวิธีการที่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นวิธีที่อาศัยความพยายามและแรงงานมากที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องมีบุคลากรที่สามารถใช้อุปกรณ์พื้นฐานต่างๆ เช่น กระดาษ และเครื่องคิดเลข ทั้งนี้ การเก็บรวบรวมหรือวิเคราะห์ข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญของวิธีการนี้ จึงจำเป็นต้องมีแฟ้มสำหรับเก็บข้อมูลเหมือนกับการเก็บเอกสารต่างๆ ในขณะที่ทำหน้าที่ในการสำรองข้อมูลด้วยเช่นกัน สำหรับวิธีการใช้ซอฟต์แวร์จำเป็นต้องอาศัยฟังก์ชั่นการทำงานของซอฟต์แวร์ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นคอมพิวเตอร์จึงจัดเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่สำคัญในการประยุกต์ใช้วิธีการนี้ อย่างไรก็ตามผู้ปฏิบัติงาน ยังคงเป็นผู้กรอกข้อมูล การสอบทวนข้อมูลดิบและการตรวจสอบกระบวนการผลิตจะสามารถช่วย รับรองคุณภาพข้อมูลดิบที่ดีขึ้นและลดความผิดพลาดจากผู้ปฏิบัติงานให้น้อยลง

ซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลมี 2 ประเภท ได้แก่ “File-Based Software” และ “Purchased Software” โดย File-Based Software เป็นการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์ซึ่งบุคลากรสามารถคิดค้นหรือปรับเปลี่ยนไฟล์ให้สอดคล้องกับกระบวนการของระบบสารสนเทศ และ จัดการให้เหมาะสมบนพื้นฐานของการใช้งาน เช่น ข้อมูลจากขั้นตอนการสกัดแป้งอาจใช้คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องที่มีไฟล์ที่สามารถกรอกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น แม้ว่าวิธีการนี้จะมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ยังคงมีปัญหาทางด้านการจัดเก็บ การวิเคราะห์ และการรายงาน เนื่องจากข้อมูลดิบถูกจัดเก็บอย่างกระจัดกระจายในไฟล์ต่างๆ ในคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง เพื่อที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ให้สามารถประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์ที่ช่วยการทำงานแบบทั่วไป (Productivity Software) เช่น Microsoft Excel และ Access เพื่อช่วยในการจัดเก็บวิเคราะห์ และรายงานข้อมูล และสามารถทำได้เองภายในองค์กร (In-house software design) อย่างไรก็ตาม ต้องใช้เวลา อุปกรณ์ (network, cable wiring, database, server และอื่นๆ) และทรัพยากร อีกทั้งยังไม่เป็นรูปแบบที่มีมาตรฐาน แต่มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพธุรกิจได้เป็นอย่างดี ดังนั้น วิธีการนี้จึงขึ้นอยู่กับความรู้เกี่ยวกับระบบสารสนเทศ และความชำนาญของแต่ละองค์กร ส่วนที่เป็น Purchased Software หรือการซื้อซอฟต์แวร์ที่ออกแบบโดยบริษัทที่มีชื่อเสียงที่มีความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการผลิตของโรงงาน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งและได้มาตรฐาน การสนับสนุนการ รายงานข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลังต้องการซอฟต์แวร์ที่เชื่อมโยงระหว่าง กระบวนการผลิตแต่ละกระบวนการ ซึ่งซอฟต์แวร์เฉพาะนี้เรียกว่า Manufacturing Resource Planning (MRP) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์มาตรฐานทางอุตสาหกรรม หากแต่ต้องมีการปรับให้เข้ากับกระบวนการผลิต การเงิน การบัญชี และข้อมูลที่ต้องการในแผนกต่างๆ ของโรงงาน ซึ่งวิธีการนี้ใช้ค่าใช้จ่ายสูง แต่ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง

หากโรงงานมีความเข้าใจในเรื่องของอุปกรณ์ จะช่วยให้การเลือก การจัดหา และการนำฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มาใช้ได้อย่างเหมาะสมและช่วยผู้ปฏิบัติการในการใช้ระบบสารสนเทศ และในการส่งถ่ายของข้อมูลได้อย่างหมาะสมเช่นกัน

โดยสรุป ผู้ประกอบการจะสามารถเลือกวิธีการต่างๆ ในการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศและเลือกใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่เหมาะสมตามความต้องการและความพร้อมขององค์กร

3. การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพในเชิงเศรษฐนิเวศน์

จากการศึกษาเพื่อจัดทำหลักปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและป้องกันมลพิษ4 โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมในโรงงานตัวอย่าง 8 โรงงาน พบว่า ค่าปัจจัยหลักที่บ่งชี้ประสิทธิภาพการผลิต ได้แก่ การใช้น้ำ พลังงาน การสูญเสียแป้งในน้ำทิ้งและกากมัน ตลอดจนการใช้สารเคมี รายละเอียด ปรากฏดังตารางที่ 1

ปัจจัยต่างๆ
ดัชนีต่อตันแป้ง
ค่าต่ำสุด - สูงสุด
ค่าเฉลี่ย
1. ปริมาณการใช้น้ำ
ลบ.ม./ตันแป้ง
7.4 – 36.3
18.0
2. ปริมาณการใช้ไฟฟ้า
กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ตันแป้ง
117.7 - 221.0
169.4
3. ปริมาณการใชเชื้อเพลิง (น้ำมันเตา)
ลิตร/ตันแป้ง
25.9 - 39.4
33.6
4. ปริมาณการสูญเสียแป้งในน้ำทิ้งและกากมัน
กก./ตันแป้ง
25.3 - 41.9
33.3
5. ปริมาณการใช้กำมะถัน
กก./ตันแป้ง
0.34 - 1.03
0.70

ตารางที่ 1 ค่าปัจจัยหลักที่บ่งชี้ประสิทธิภาพการผลิต ของโรงงานแป้งมันสำปะหลังตัวอย่าง 8 โรงงาน

ค่าปัจจัยหลักที่บ่งชี้ประสิทธิภาพการผลิตดังกล่าวสอดคล้องกับผลการศึกษาของโครงการการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการสำหรับอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลังที่ได้ออกแบบระบบการจัดเก็บข้อมูลเป็น สองส่วนได้แก่ ข้อมูลกระบวนการผลิตและข้อมูลการซื้อ การขายของโรงงาน โดยเริ่มจากการเก็บ การรวบรวม การประมวลผลข้อมูลดิบ และการรายงานข้อมูล และเพื่อช่วยให้การเก็บรวบรวมข้อมูลดิบจากกระบวนการผลิตต่างๆ สำหรับใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุงกระบวนการผลิต และการพัฒนาปรับปรุงด้านสิ่งแวดล้อมดำเนินการไปควบคู่กัน จำเป็นต้องกำหนดแผนผังกระบวนการผลิตเพื่อกำหนดจุดเก็บข้อมูลดิบในแต่ละส่วน ทั้งนี้ กระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ส่วน แสดงดังรูปที่ 4 ได้แก่ ส่วนการเตรียมวัตถุดิบ ส่วนการสกัดแป้งและการแยกน้ำออกจากแป้ง ส่วนระบบบำบัดน้ำเสียและระบบก๊าซชีวภาพ และส่วนสนับสนุนการผลิต


รูปที่ 4 แผนผังกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง

สารสนเทศ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจและพัฒนาประสิทธิภาพเชิง เศรษฐนิเวศน์ไว้เป็นหลายกลุ่ม โดยระบุหน่วยการตรวจวัด ลำดับความสำคัญของข้อมูล วัตถุประสงค์ ความถี่ในการเก็บ ผู้รับผิดชอบ และวิธีการตรวจวัด ไว้ด้วย ได้แก่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และ By -product (วัสดุเหลือใช้ที่มีค่า) ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการขาย ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพและการสูญเสีย ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่าย ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและเชื้อเพลิง ของเสียและสิ่งที่ปล่อยออกจากกระบวนการผลิต เป็นต้น

โดยทั่วไป ข้อมูลดิบที่เก็บได้จะถูกบันทึกในระบบฐานข้อมูลเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจและพัฒนาประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศน์ของอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลัง ข้อมูลดิบที่มีความสำคัญจะต้องนำมาประมวลผลและเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของข้อมูล (Information) หรือดัชนีชี้วัดที่สำคัญ (Key Performance Indicator – KPI) ซึ่งผู้บริหารโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการวิเคราะห์และตัดสินใจต่อไป

4. การรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูล

ฝ่ายบริหารมีความสนใจในข้อมูลหรือดัชนีชี้วัดที่สำคัญที่ได้จากการประมวลผลข้อมูลดิบ เช่น ปริมาณการใช้หัวมันสำปะหลัง ปริมาณแป้งมันสำปะหลังที่ผลิตได้ในแต่ละวัน ต้นทุนการผลิต เป็นต้น รวมถึงข้อมูลที่ต้องรายงานต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม เช่น คุณภาพน้ำทิ้ง ปริมาณสารเคมีที่ใช้ และปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในระบบบำบัดน้ำเสีย ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญแตกต่างกันไปในแต่ละแผนกของโรงงงาน สำหรับบุคลากรที่ให้ความสนใจในข้อมูลโดยทั่วไปแล้ว ได้แก่ ผู้ประกอบการ ผู้จัดการโรงงาน/ ผู้จัดการแผนกผลิต และผู้จัดการแผนกสนับสนุน เป็นต้น

ทั้งนี้ การจัดเก็บข้อมูล การประมวลผลเพื่อให้ได้ดัชนีชี้วัดการผลิตที่สำคัญ และการวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนการรายงานข้อมูลสำหรับผู้บริหารเฉพาะอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังที่เป็นประเภทอุตสาหกรรมนำร่องสำหรับโครงการการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการนั้น กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ทำการออกแบบโปรแกรมการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล (Database Management System: DMS) สำหรับจัดเก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูล ตลอดจนการรายงานผลข้อมูล ไว้เป็นการเฉพาะ และเพื่อเป็นการช่วยให้ผู้บริหารสามารถทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบหาประเด็น การปรับปรุง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้รวดเร็วขึ้น กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังได้พัฒนาโปรแกรมเพื่อวิเคราะห์กระบวนการผลิต (Material Flow Analysis : MFA ) ขึ้น ซึ่งองค์ประกอบ ระบบการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การวิเคราะห์กระบวนการผลิต ตลอดจนการรายงาน เป็นไปตามรูปที่ 5


รูปที่ 5 องค์ประกอบระบบสารสนเทศเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศน์

5. บทสรุป

ในสภาพการแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบัน ภาคเอกชนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้ผลิตผลทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบจำเป็นต้องมีการปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้ทั้งตลาดภายในและภายนอกประเทศ การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศน์เป็นแนวทางหนึ่ง ที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังสามารถประเมินประสิทธิภาพกระบวนการผลิตเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของการสูญเสีย และเพื่อทำการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีการใช้วัตถุดิบและพลังงานที่เหมาะสม ลดการสูญเสีย อันจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง ในขณะที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปด้วยพร้อมกัน ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยเป็นไปในทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ในปัจจุบันกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้เแนะนำการประยุกต์ใช้หลักการณ์ดังกล่าวในโรงงานนำร่องสำหรับอุตสาหกรรมแป้งมันจำนวนประมาณ 10 โรงงาน

6. อ้างอิง

1. กรมโรงงานอุตสาหกรรม , 2549. การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศน์ อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง. กระทรวงอุตสาหกรรม
2. กรมโรงงานอุตสาหกรรม , 2540. คู่มือการจัดการสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง แป้งมันดัดแปรและแป้งมันแปรรูป. กระทรวงอุตสาหกรรม
3. Schaltegger S., Herzig C., Kleiber O., and Muller J., 2002. “Sustainable Management in Business Enterprises : Concepts and Instrument for Sustainable Organization Development”. Center for Sustainability Management, University of Lueneburg, Hamburg, Germany.
4. กรมโรงงานอุตสาหกรรม , 2548. หลักปฏิบัติเพื่อป้องกันมลพิษ สำหรับอุตสาหกรรมรายสาขาแป้งมันสำปะหลัง. กระทรวงอุตสาหกรรม

ผู้เขียน :
ดร. เดชา พิมพิสุทธิ์
สำนักเทคโนโลยีน้ำและการจัดการมลพิษโรงงาน
กรมโรงงานอุตสาหกรรม
ที่มา :
หนังสือครบรอบ 30 ปี สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย
สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย

  Thai Tapioca Starch Association (TTSA)
216/5 L.P.N.Tower 7th Floor, Nanglinchee Road, Chongnonsee, Yannawa, Bangkok TH. 10120
Tel : +66-2285-4282 to 85  Fax: +66-2285-2807

Email:Contact@ThaiTapiocaStarch.org
Home | About Us | Committee | Activity | Support | Member Directory | Links |Contact Us
Copyright 2004© by Thai Tapioca Starch Association, All rights reserved : Power by Exabright 2008-2012
 
ราคาแป้งมันสำปะหลังประจำสัปดาห์ ณ วันที่
16 Sep. 2014


ราคา FOB
@ USD 440/MT
หมายเหตุ :
   1. เป็นราคารวมถุงบรรจุ PP/PE 50 กก.
   2. เป็นราคารวมค่าขนส่งถึงท่าเรือกรุงเิทพฯ

ราคาภายในประเทศ
@ 13.40  บาท/กก.
หมายเหตุ :
   1.เป็นราคาเฉลี่ยไม่ รวมภาษี และถุงบรรจุ
   2. เป็นราคาสำหรับแป้งมันสำปะหลังชั้นพิเศษ ตามมาตรฐานคุณภาพสินค้าที่กำหนด

สถิติราคาแป้งมันฯ

กราฟราคาแป้งมันฯ

ภาวะการผลิต และราคาหัวมันสำปะหลัง ประจำสัปดาห์

TTSA Members
Username
Password